วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2552

แนะพ่อแม่เลือกเฟ้น หลีกของเล่นอันตราย

ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ฯ ชี้ของเล่นเด็กอันตรายเพียบ สารตะกั่วปนเปื้อนมากทำลูกไม่พัฒนา เสียงดังเกินอันตรายต่อหู สายยาวเสี่ยงรัดคอเด็กขอบแหลมคม แนะพ่อแม่ซื้อของเล่นเป็นของขวัญให้เด็กสังเกตตรา มอก. รณรงค์ปี 52 เป็นปีแห่งของเล่นปลอดภัย ย้ำของเล่นสำคัญต่อเด็กแต่ต้องเลือกให้ปลอดภัยและเหมาะสม

น.พ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้แทนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ในฐานะหัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บใน เด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวในการแถลงข่าวเรื่อง “อันตรายจากของเล่นเด็กและอุบัติเหตุในกทม.” ที่แพทยสภา ว่า

ในปี 2551 ที่ผ่านมา ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยร่วมกับ ภาคี เก็บตัวอย่างของเล่นที่เล่นแล้วจากศูนย์พัฒนาเด็กสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 23 ศูนย์ มาตรวจหาสารตะกั่ว พบว่าของเล่นจาก 4 ศูนย์ หรือคิดเป็นร้อยละ 17 มีสารตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานกำหนดที่ 600 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อีกทั้งเก็บตัวอย่างของเล่นที่วางขายหน้าโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร 26 แห่ง พบว่ามีของเล่นจากหน้าโรงเรียน 4 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 15 มีสารตะกั่วสูงกว่าค่ามาตรฐานกำหนด

น.พ.อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า ช่วงปลายปี 2551 ราชวิทยาลัยฯ ได้ซื้อหาของเล่นที่ราคาไม่สูง ครอบครัวสามารถซื้อหาให้เด็กได้ง่ายทั้งจากห้างและตลาดทั่วไปในกรุงเทพฯ พิจิตร บุรีรัมย์ สระแก้ว และชลบุรี จำนวน 126 ชิ้น ส่งตรวจคุณสมบัติทางกายภาพจำนวน 50 ชิ้น พบว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานกำหนดจำนวน 9 ชิ้น หรือร้อยละ 18 โดยมีเสียงดังเกิน 75-85 เดซิเบล เป็นอันตรายต่อเซลประสาทการได้ยิน 4 ชิ้น เส้นสายยาวเกินกว่า 30 เซนติเมตร มีความเสี่ยงต่อการพันรัดคอเด็ก 3 ชิ้น มีช่องรูระหว่าง 5-12 มิลลิเมตร เสี่ยงต่อนิ้วเด็กติดค้างในช่องรู 2 ชิ้น และมีขอบแหลมคม 1 ชิ้น รวมถึงส่งตรวจคุณสมบัติทางเคมีโดยตรวจหาสารตะกั่วจำนวน 80 ชิ้น พบว่ามีสารตะกั่วสูงกว่าค่ามารตฐานกำหนด 6 ชิ้น หรือร้อยละ 7.5

“ของเล่นที่มีค่าสารตะกั่วเกิน กว่าที่มาตรฐานกำหนดจะเป็นอันตรายอย่างยิ่งสำหรับเด็ก ซึ่งส่วนใหญ่จะอมของเล่นเข้าทางปาก จะทำให้สารตะกั่วเข้าไปสะสมอยู่ในกระดูกและจะติดอยู่กับตัวเด็กไปจนโตซึ่งจะ ละลายเข้าเนื้อเยื่อ ทำให้มีผลต่อเซลสมอง หากได้รับซ้ำๆ จะก่อให้เกิดพัฒนาการที่ล่าช้า ระดับไอคิวต่ำ ดังนั้นการเลือกซื้อของเล่นให้กับเด็ก พ่อแม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีตรา มอก. แม้จะไม่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็พอบรรเทาอันตรายได้ระดับหนึ่ง ขณะนี้ผมและทีมงานกำลังดำเนินการตรวจสอบเครื่องมือศิลปะในศูนย์เด็กเล็ก ทั้งดินน้ำมัน สีแท่ง สีเทียน สีทาบ้านว่ามีการปนเปื้อนของสารที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กหรือไม่ คาดว่าอีก 3 เดือนจึงจะรู้ผล” น.พ.อดิศักดิ์กล่าว

พ.ญ.นิตยา คชภักดี อนุกรรมการพัฒนาเด็ก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย และสมาคมกุมารแพทย์ฯ กล่าว ว่า หากเด็กเลือกได้จะเล่นมากกว่ากิน เล่นมากกว่าเรียน หรือเล่นมากกว่านอน ที่เป็นแบบนี้เพราะเด็กนั้นเห็นการเล่นเป็นชีวิตจิตใจ จากการวิเคราะห์ของราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ พัฒนาการของเด็กไทยในช่วงประถมวัยก่อน 6 ขวบ เมื่อปี 2543-2544 จากการสำรวจเด็กไทย 3,000-4,000 คน พบว่ามีพัฒนาการล่าช้ากว่าร้อยละ 28 ขณะที่ในปี 2547 ใกล้เคียงกัน คือราวๆ ร้อยละ 30 แต่เมื่อถึงปี 2550 พบว่าเด็กไทยมีพัฒนาการล่าช้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 32 แปลว่าในเด็กไทย 10 คน มีพัฒนาการล่าช้าอยู่ถึงประมาณ 3 คน

พ.ญ.นิตยากล่าวต่อว่า พัฒนาการของเด็กไทยที่พบว่าล่าช้ามี 2 ด้าน คือ 1.ด้านภาษา 2.พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ ซึ่งรวมกันเป็นไอคิว การเล่นเป็นการเรียนรู้ที่สำคัญต่อเด็ก เพราะสมองของเด็กกำลังเติบโตและกำลังพัฒนาจากสิ่งรอบตัว การเล่นเปรียบเสมือนสารอาหารที่สำคัญ ทั้ง เป็นการพัฒนาทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม และเชาว์ปัญญา ในส่วนของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง เด็กที่พ่อแม่ทำมาหากินไม่มีเวลาเลี้ยงดู และเด็กที่อยู่ในสภาวะยากจน เราต้องคอยดูแลพวกเขาและให้ข้อมูลเพิ่มเติม โดยขยายความให้เขามีความรู้ความเข้าใจกว้างมากขึ้น หรือการให้ของเล่นกับเด็กต้องเหมาะสมกับความยากง่ายของตัวเด็กเองด้วย ถ้ายากเกินไปเด็กจะโมโหมากเพราะทำไม่ได้

สุดท้ายของเล่นเหล่านี้ต้องไม่กระตุ้นเร้าความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และ ความรุนแรง ไม่เกิดอันตรายจากตัวมันเอง ทั้งความคมหรือการปนเปื้อนจากสารตะกั่ว จึงอยากให้ภาครัฐ ส่วนองค์กรของจังหวัด และชุมชนท้องถิ่น รวมถึงคนภายในครอบครัวร่วมมือกัน ส่วนราชวิทยาลัยกุมารแพทย์จะช่วยในเรื่องการให้ความรู้ความเข้าใจ และการสนับสนุนประสานงาน หากมีเด็กบาดเจ็บจากของเล่นให้เก็บตัวอย่างส่งตรวจโดยผ่านราชวิทยาลัยฯ

“อย่างไรก็ตาม อยากย้ำว่าของเล่นยังเป็นสิ่งสำคัญของเด็ก เหมือนเป็นอาหารสมองและจิตใจ จะช่วยส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจและสังคม แต่ต้องเลือกชนิดที่ปลอดภัย และเหมาะกับระดับความสามารถของเด็กแต่ละคน”

รู้จัก ลูทีน อีกหนึ่งสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่

จุดเริ่มต้นของการช่วยปกป้องดวงตาลูกน้อย

พ่อแม่ยุคใหม่มักให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสติปัญญา เพื่อต้องการให้ลูกฉลาด แต่อาจลืมให้ความสำคัญกับสุขภาพดวงตาและพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูกซึ่ง เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ ดังนั้น พ่อแม่ควรหันมาให้ความสำคัญสุขภาพดวงตา เพื่อพัฒนาการเรียนรู้รอบด้านที่ดีของลูกรักของท่าน

ข้อมูลจาก ผศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าภาควิชาจักษุวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ระบุว่า ปัจจุบัน ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยยังน่าห่วง เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นความสำคัญของการปกป้องและดูแลสุขภาพดวงตา ของเจ้าตัวเล็ก แต่มักจะพามาพบจักษุแพทย์ก็ต่อเมื่อเกิดปัญหากับดวงตาของลูกแล้ว ซึ่งทางที่ดีพ่อแม่ควรให้ความสำคัญใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตา และส่ง เสริมพัฒนาการทางสายตาของลูกไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ เพราะพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็กนั้น ถือว่าเป็นประตูสู่การเรียนรู้และการตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการรอบด้านที่สมบูรณ์ของเจ้าตัวเล็ก โดยมีผลต่อพัฒนาการด้านอื่น ๆ ของเด็กมากถึง 80-90% ดังนั้น หากเด็กมีปัญหาพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นภาพไม่สมบูรณ์ ก็อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้

ปัญหาสุขภาพตาของเด็กไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากในอดีต คือ จากเดิมมักจะเป็นกลุ่มโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ เปลี่ยนเป็นโรคที่เกี่ยวกับสายตาผิดปกติ หรือความผิดปกติทางด้านการมองเห็นมากขึ้น เช่น โรคเกี่ยวกับจอประสาทตา และโรคตาขี้เกียจ โดยอาการของโรคจอประสาทตานั้น จะทำให้เด็กมองเห็นภาพไม่ปกติ มองเห็นภาพเลือนราง พ่อแม่ต้องสังเกตจากพฤติกรรมการมองเห็นของเด็ก เช่น เด็กไม่จ้องหน้า ตาแกว่ง ไม่มีพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นตามวัย หรือ การวิ่งเข้าไปดูสิ่งของใกล้ๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ว่าเด็กอาจมีปัญหาเรื่องการมองเห็น

พ่อแม่ควรส่งเสริมพัฒนาการทาง ด้านสายตาของลูกตั้งแต่ยังเด็ก เพราะโดยปกติพัฒนาการทางด้านสายตาของเด็กจะมีการพัฒนาการสูงสุดในช่วง 4 ขวบปีแรก โดยมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่แรกคลอด เริ่มมองเห็นได้ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่ออายุ 2 ขวบ และพัฒนาต่อเนื่องจนสามารถมองเห็นได้อย่างสมบูรณ์เมื่ออายุ 8-10 ขวบ ดังนั้น การดูแลและป้องกันลูกน้อยจากอาการผิดปกติทางสายตา และส่งเสริมให้เด็กมองเห็นภาพชัดเจนในช่วงอายุดังกล่าว จึงมีความสำคัญมากต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก

โดยพ่อแม่ควรดูแลพฤติกรรมการใช้สายตาของลูกให้เหมาะสมตั้งแต่ยัง เล็ก เช่น การดูทีวี หรือเล่นคอมพิวเตอร์ สามารถให้ลูกดูหรือเล่นได้ตั้งแต่เล็ก เพราะถือเป็นการกระตุ้นให้เกิดพัฒนาการที่ดีแก่เด็กได้หากเป็นรายการที่ เหมาะสม แต่พ่อแม่ต้องแนะนำและดูแลอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ลูกใช้สายตายาวนานเกินไป ควรหมั่นให้ลูกพักสายตาทุก ๆ ครึ่งชั่วโมง พักสายตา 4-5 นาที และหมั่นสังเกตการใช้สายตาของลูก หากมีข้อสงสัยว่าลูกจะมีสายตาผิดปกติ เช่น เด็กชอบดูทีวีใกล้ เอียงคอมอง หรี่ตามอง การมองเห็นผิดปกติ ไม่มองตาม ตาเข ตาแกว่ง ตาสั่น หรือขนาดตา 2 ข้างไม่เท่ากัน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าเด็กอาจมีความผิดปกติของดวงตาและการมองเห็น ควรพาลูกไปปรึกษาจักษุแพทย์ นอกจากนี้ การป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาเด็ก จากสัตว์เลี้ยงหรือของมีคมก็มีความสำคัญมากเช่นเดียวกัน

สำหรับคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นกับ สารอาหารลูทีนที่พบมากในน้ำนมแม่ แต่ในต่างประเทศ “ลูทีน” เป็นสารอาหารที่จักษุแพทย์ นักโภชนาการและนักวิจัยในต่างประเทศให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน ในฐานะของสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตา โดยช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาในผู้สูงอายุ และเมื่อไม่นานมานี้ นักวิจัยได้มีการศึกษาพบว่า สารลูทีนก็มีประโยชน์ต่อสุขภาพดวงตาและปกป้องจอประสาทตาในเด็กทารกและเด็ก เล็กเช่นกัน โดยมีส่วนช่วยให้พัฒนาการทางสายตาและการมองเห็นของเจ้าตัวเล็กสมบูรณ์ขึ้น อีกด้วย

พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า วงการ กุมารแพทย์ในปัจจุบันได้มีการพูดถึงสารอาหาร “ลูทีน” มากขึ้น ซึ่งเป็นสารอาหารอีก ชนิดหนึ่งที่พบมากในน้ำนมแม่มีประโยชน์ในการปกป้องจอประสาทตา บริเวณที่เรียกว่า Macula of Lutea โดย “ลูทีน” เป็นสารอาหารธรรมชาติที่พบอยู่หนาแน่น บริเวณจอประสาทตา ซึ่งถือเป็นจุดที่สำคัญมากต่อการรับภาพและมองเห็นของคนเรา

โดยสารลูทีนจะทำหน้าที่เป็นเหมือน แว่นตากันแดดธรรมชาติ โดยคอยกรองหรือดูดซับแสงสีฟ้า (แสงที่เป็นอันตรายต่อจอประสาทตา อาทิ แสงจากหลอดไฟ แสงจากจอคอมพิวเตอร์ และแสงแดดจ้า เป็นต้น) ที่จะเข้ามาทำลายจอประสาทตา อีกทั้งยังทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระป้องกันไม่ให้เซลล์ในจอประสาทตาเสื่อม

สารลูทีนนี้จะแตกต่างจากสารอาหารชนิดอื่น ๆ คือ ร่างกายคนเราไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้จะได้รับจากการรับประทานเท่านั้น สารลูทีนพบมากในน้ำนมแม่ และผักใบเขียวเข้ม ดังนั้น การให้ลูกดื่มนมแม่และส่งเสริมให้ลูกรับประทานผักใบเขียว ก็จะช่วยให้เจ้าตัวเล็กได้รับสารอาหารที่ช่วยปกป้องดวงตาจากแสงสีฟ้าที่เป็น อันตรายได้ ดังนั้นคุณแม่ควรให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานที่สุด แต่ถ้าหากมีเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถให้นมลูกได้ คุณแม่ก็สามารถพิจารณาอาหารอื่นที่มีสารอาหารลูทีนให้ลูกรับประทาน เพื่อให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน

พญ.อดิศร์สุดา เฟื่องฟู จึงฝากเตือนถึงคุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่ให้หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพดวงตาเด็กด้วย เพราะพื้นฐานสำคัญของการเรียนรู้ของเด็กจะผ่านการมองเห็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กหรือวัยอนุบาล หากเด็กมีการมองเห็นที่ผิดปกติ ก็จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้รวมไปถึงการใช้ชีวิตประจำวันของเด็กด้วย มีการศึกษาวิจัยตรวจวัดระดับสติปัญญาในเด็กที่มีความผิดปกติ คือเด็กตาบอดและเด็กหูหนวก โดยควบคุมปัจจัยและเงื่อนไขให้เหมือนกัน ภายหลังพบว่าเด็กที่ตาบอดจะมีพัฒนาการด้านสติปัญญาต่ำกว่าเด็กหูหนวก นั่นหมายถึงการเรียนรู้ของคนเราส่วนใหญ่มาจากการมองเห็นนั่นเอง

ดังนั้นพ่อแม่จึงควรใส่ใจให้ความรัก สำรวจพัฒนาการและสังเกตสุขภาพลูกน้อยอย่างใกล้ชิดเพื่อจะได้สร้างให้ได้คน ไทยที่มีคุณภาพในอนาคตต่อไป

ข้อมูลจาก ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

ของเล่น แทนความทรงจำ ความสุขเหนือกาลเวลา

พูดถึงเด็กสิ่งที่เป็นของ คู่กายทำให้เจ้าตัวน้อยยิ้มได้คง เป็นอะไรไปไม่ได้นอกจาก “ของเล่น” เพราะเด็กกับของเล่นเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาทุกยุคทุกสมัย จะแตกต่างกันไปบ้างขึ้นอยู่กับว่าสมัยนั้นจะผลิตอะไรออกมาสร้างความเพลิด เพลินให้กับเด็กๆ

ในบ้านเราของเล่นแบบไทยที่มีมาตั้งแต่สมัยรุ่นคุณปู่คุณย่า คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ม้าก้านกล้วยและปืนกล้วย” ของเล่นที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติและสามารถทำได้เอง ถ้าเป็นของเล่นจำพวกโลหะเริ่มมีการนำเข้ามาจากต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่คงหนี ไม่พ้นประเทศจีน และเป็นที่รู้จักมาก ขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เริ่มมี ห้างสรรพสินค้าของชาวต่างชาติมาเปิดให้บริการในเมืองไทย ของเล่นต่างๆ จึงถูกนำเข้ามาด้วย

ด้านยุโรป ประเทศที่เป็นผู้บุกเบิกของเล่นต้องยกให้ประเทศเยอรมนี สมัยปลายยุคกลางทางตอนใต้ที่เมืองนูเรมเบิร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมผลิตของเล่น โดยของเล่นชื่อดังของที่นี่ คือ หัวจักรรถไฟจำลองที่สามารถทำงานได้จริงมีโบกี้ พ่วงท้ายครบชุด ผลิตโดยบริษัท Markin and Bing ปัจจุบันนี้กลายเป็นของสะสมมากกว่าที่จะนำมาเล่นไปเสียแล้ว

เมื่อหยิบหรือแม้แต่ปรายตามองของเล่นชิ้นใดชิ้นหนึ่ง ในเวลาที่เปลี่ยนไปก็จะทำให้หวนระลึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ในช่วงนั้นเป็นความทรงจำที่ดีที่ไม่เคยถูกลบเลือนไปตามกาลเวลา

ของเล่นยังเป็นตัวแทน ของความสนุกในอดีตที่หลงเหลือมาถึงยุคปัจจุบันผ่านนักสะสม อย่าง กฤษฎา บุญศรี หรือ โต้ง ผู้ที่หลงใหลของเล่นประเภทสังกะสีเป็นชีวิตจิตใจ เล่าถึงของเล่นในประเทศไทยให้ฟังว่า
แรกเริ่มจะเป็นของเล่นจำพวกสังกะสี ที่ทำเลียนแบบของจริง อย่าง รถไฟ รถดับเพลิง รถเมล์ เครื่องบินและสัตว์ต่าง ฃๆ รวมทั้งกีฬา เช่น ปิงปอง คนเลื่อยไม้ เพราะสมัยก่อนยังไม่มีการ์ตูน จึงนำสิ่งที่เห็นในชีวิตประจำวันจากสภาวะแวดล้อมมาประดิษฐ์ขึ้นเป็นของเล่น จะมีทั้งแบบเข็น และแบบไขลาน รวมทั้งใส่ถ่าน ต่อมาในยุคที่สหรัฐอเมริกาและรัสเซียนำจรวดขึ้นไปสำรวจอวกาศ จึงเริ่มมีรูปแบบของยานอวกาศ นักบินอวกาศเพิ่มเข้ามา

“ของเล่นสังกะสีที่ฮิตสุด คือ เด็กขี่ 3 ล้อขายไอศกรีมเป็นแบบไขลาน ต่อมาเมื่อมีการ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาฉายในโทรทัศน์ ก็จะเปลี่ยนหัวนำตัวการ์ตูนจากญี่ปุ่นมาใส่แทน เมื่อมีของเล่นสังกะสีออกมาเป็นของเล่นได้ไม่นาน พลาสติกที่ทำเป็นบล็อกขึ้นรูปต่างๆ มีรูปร่างคล้ายกันกับแบบสังกะสีเพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกจึงออกตามมา”



อาทิตย์ เตชะศิริวรรณ หรือ ป้อม นักสะสม ก็อดซิลล่า เล่าต่อว่า
เมื่อ หนังการ์ตูนจากต่างชาติเข้ามาฉายในเมืองไทย ของเล่นก็ตามมาเป็นเงา แต่ช่วงนั้นของเล่นจากต่างประเทศยังไม่เป็นที่นิยมเพราะมีราคาสูง จึงมีเฉพาะที่คนไทยทำขึ้นเองจะเป็นตุ๊กตายางที่นิยมนำมาเล่นทอยเส้น ที่รู้จักกันในหมู่เด็ก ๆ ในนามของ ตุ๊กตุ่น ที่ทำโดยฉีดพลาสติกแบบตันเข้าไปในบล็อกเหล็ก ต่อมาเด็กๆ นิยมเล่นกันมาก ขึ้นเพื่อลดต้นทุนผู้ผลิตจึงมีการ คว้านบล็อกเหล็กให้บางลง ตุ๊กตุ่นในยุคถัดมาจึงมีลักษณะตัวแบนลงกว่าเดิม ซึ่งเป็นที่ถูกใจเด็กๆ มาก เพราะตุ๊กตุ่นรูปแบบเก่าทอยแล้วจะกระโดดไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการ แต่พอตัวแบนลงจะได้ระดับที่ต้องการมากกว่า เวลาโยนตกพื้นจะนิ่งกว่าแบบเก่า

หลังจากตุ๊กตุ่นแบบยาง ก็เปลี่ยนมาเป็นพลาสติกแข็ง เพราะต้นทุนพลาสติกแข็งจะถูกกว่ายาง โดยในช่วงนี้ตุ๊กตาที่ทำออกมาจะเป็นตัวการ์ตูนของญี่ปุ่นเสียเป็นส่วนใหญ่ อาทิ หุ่นยนต์ ตัวฮีโร่ในเรื่องต่างๆ เช่น ไอ้มดแดง


ณัฐพิสิษฐ์ มรรคธรรมกุล หรือ หมี นักสะสมโดราเอมอนและไอ้มดแดง กล่าวเสริมว่า
เมื่อมีห้างสรรพสินค้าของญี่ปุ่นมาเปิดในประเทศไทยจะมีของเล่นนำเข้าประเภท หุ่นเหล็กเข้ามาด้วย ใช้วัสดุเป็นโลหะผสมดีบุก เมื่อก่อน มีรถเหล็กเล่นอยู่แล้ว แต่นำเหล็กมาเปลี่ยนรูปแบบการ ผลิตเป็นตัวหุ่นยนต์ วิธีการเล่นจะสามารถยิงกระสุนได้ แปลงร่างจากหุ่นยนต์เป็นรถยนต์ได้ คือ ในหนังการ์ตูนหุ่นยนต์ตัวนั้นทำอะไรได้ ของเล่นที่ออกมาก็จะทำได้ด้วยเช่นกัน หุ่นยนต์ที่ ฮิตในสมัยนั้น คือ หุ่นแซด (z) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ตัวแรกที่ผลิตขึ้น

“การสร้างหนังการ์ตูนในประเทศ ญี่ปุ่นจะทำเป็นระบบ คือ เมื่อมีหนังการ์ตูน ออกฉายทางโทรทัศน์ไม่นานก็จะมีสินค้าตัวการ์ตูนนั้นออกมาจำหน่าย และมีการคิดค้นพัฒนารูปแบบอยู่ตลอดเวลา อย่างไอ้มดแดงจากเมื่อก่อนมีตัวเดียวคือ V1 แต่ปัจจุบันมีเพิ่มขึ้นจนถึง V10 โดยตัวสุดท้ายยังแปลงร่างกลับเป็นตัวแรกได้อีก หรือ การใช้การ์ตูนเป็นสื่อ อย่าง การ์ตูนเรื่องสิงห์สาวนักสืบ ที่ทำให้ลูกข่างเป็นที่ฮือฮามากในช่วงหนึ่งของบ้านเรา”

อาทิตย์ อธิบายพัฒนาการของเล่นให้ฟังว่า ของเล่นไม่ว่าจะในยุคสมัยใดล้วนมีคุณค่าทั้งนั้น ของเล่นสมัยก่อนจะเหมาะกับเด็กสมัยนั้น ของเล่นสมัยนี้ก็เหมาะกับเด็กในยุคนี้ เรียกว่ายุคใครยุคมัน โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนแปลง มีการพัฒนารูปแบบไปเรื่อย ๆ เพื่อให้เข้ากับยุคสมัย จะเห็นได้จากสมัยก่อนของเล่นมีเพียงแบบเข็น ไขลาน ใส่ถ่าน แต่ในปัจจุบันมีการใช้รีโมตในการบังคับการเคลื่อนไหว หรือ จากที่ใส่ถ่านไม่มีเสียงก็พัฒนาเปลี่ยนมาเป็นมีเสียงพูด เสียงเพลง หรือของเล่นบางอย่างไม่ต้องใส่ถ่านก็ขยับได้ โดยใช้แสงอาทิตย์โซลาร์เซลล์เป็นแผงไฟเก็บพลัง อย่างตุ๊กตาโนโฮฮอน (Nohohon) ตุ๊กตาหัวกลมอม ยิ้มที่โคลงหัวไปมา รวมทั้งมีการพัฒนาจากของชิ้นใหญ่มาเป็น ของชิ้นเล็ก จากรถบังคับคันละเป็นหมื่น มาเหลือเพียงคันละเป็น พัน เป็นร้อย เพื่อให้เข้าถึงเด็กในทุกระดับ

“ของเล่นนอกจากจะทำให้เพลิดเพลินยังให้ความสุข ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เสริมทักษะให้กับเด็ก ๆ ในส่วนต่าง ๆ เริ่มจากให้เด็กรู้จักการอดออมเพื่อให้ได้ของเล่นชิ้นที่ชอบมาครอบครอง เมื่อได้มาแล้วรู้จักเก็บรักษาของหากเก็บรักษาไว้อย่างดีเมื่อเวลาผ่านไปจะ กลายเป็นของเก่าที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้นและเป็นความทรงจำที่ดี รวมทั้งทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นได้ อย่างหนังสือจอมซนผจญภัยและกบินร์แมน ฮีโร่พันธุ์จ๋อ ซึ่งเป็นการคิดค้น คาแรกเตอร์การ์ตูนไทยขึ้นมาซึ่งต่อไปในอนาคตอาจมีการผลิตเป็นของเล่นออกมาก็ เป็นได้ ตรงนี้เป็นการต่อยอดความคิดจากการเล่นของเล่นนั่นเอง”
กฤษฎา พูดถึงคุณค่าจากของเล่นให้ฟัง

การได้ของเล่นมาสักชิ้นหนึ่ง ทั้งเด็กและผู้ปกครองต้องรู้จักประมาณตนว่า ควรจะซื้อของเล่นในลักษณะใด ถ้าราคาแพงเกินไปและไม่มีความจำเป็นก็ไม่ควรสร้างความเดือดร้อนให้กับตนเอง และครอบครัว รวมทั้งควรซื้อให้ถูกช่วงอายุของเด็ก เพราะบางครั้งซื้อของเล่นสะสมหรือของเล่นที่ไม่เหมาะกับวัยมาให้เด็กเล็ก เล่น เด็กได้มาก็ไม่รู้ค่าและไม่ตรงกับความต้องการของเด็ก และเมื่อมีโอกาสได้ครอบครองแล้วจะต้องเล่นให้เป็นเวลา รู้จักเล่น อย่าเล่นผิดวิธี ของเล่นมีให้เล่นอย่างไรก็เล่นอย่างนั้น รวมทั้งเก็บรักษาอย่างถูกวิธีของเล่นจะได้ไม่พังอยู่กับเราไปนานๆ

ใครที่ชื่นชอบหรือสนใจอยากรู้ว่าตอนนี้ของเล่นพัฒนาไปถึงไหนแล้ว พาเด็ก ๆ ไปทำความรู้จักกับของเล่นต่าง ๆ ได้ที่ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ ที่จับมือกับ ทอยส์ อาร์ อัส จัดงาน Toy World-โลกแห่งความสนุกต้อนรับวันเด็ก ระหว่างวันที่ 9-18 มกราคม 2552 บริเวณลานน้ำพุชั้น 1 โดยแบ่งเป็น 6 โซน เพื่อให้เด็ก ๆ ได้สนุกสนานและเรียนรู้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ผ่านการเล่นของเล่น อีกทั้งพบกับสุดยอดแฟนพันธุ์แท้ของเล่นสะสมมากกว่า 6 คอลเลกชั่น ที่นำของเล่นสะสมมาจัดแสดงให้ชม รวมทั้งการแสดงสุดมันส์ของเหล่าขบวนการโบเคนเจอร์ และสัมผัสกับบรรยากาศที่ใกล้ชิดกับของเล่นชั้นนำอย่างบาร์บี้ จะได้มีความรู้เกี่ยวกับของเล่นมากขึ้น

ของเล่นเมื่อกาลเวลาผ่านไปยังมีคุณค่า…เป็นความทรงจำที่ดี อย่าลืมทำตนให้เป็นดังเช่นของเล่นที่อยู่ในมือคุณ !!

มองโลกในมุมบวก เมื่อลูกพิการทางปัญญา

หลายครอบครัวที่มีบุตรหลานพิการทางสติปัญญา มักมีความรู้สึกเหมือนต้องแบกโลกทั้งใบ

เช่นเดียวกับ รศ.ทิพวรรณ สีจันทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต วิทยากรผู้ร่วมเสวนาเรื่อง “ครอบ ครัวที่มีบุคคลพิการทางสติปัญญา” จัดโดยเครือข่ายองค์กรทำงานและนักวิชาการด้านครอบครัว ภายใต้การสนับสนุนจากแผนงานสุขภาวะครอบครัว สำนัก งานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

รศ.ทิพวรรณ กล่าวว่า เคยคิดจะฆ่าตัวตายมาแล้ว เนื่องจากเป็นทุกข์อย่างแสนสาหัสในการดูแลบุตรสาวซึ่งพิการทางสติปัญญา และยังมีความพิการด้านอื่นๆ ประกอบด้วย

“เราเป็นห่วง เป็นกังวลกับลูกทุกอย่าง คิดว่าหากเราไม่มีชีวิตอยู่แล้วลูกจะอยู่อย่างไร ยิ่งห่วงเขาเราก็ยิ่งทุ่มเทให้เขามาก อยากเห็นเขาดีขึ้น ช่วยเหลือตัวเองได้ แต่เมื่อสิ่งที่เราอยากเห็นมันไม่เป็นไปตามที่เราคาด เราก็ยิ่งเป็นทุกข์ รู้สึกว่าเราไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว”

สิ่งที่อาจารย์ทิพวรรณทำคือการเปลี่ยนความคิด มองโลกในแง่บวก แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตามที แต่เพราะความรักที่เธอมีให้กับลูก ทุกอย่างจึงผ่านพ้นไปด้วยดี ปัจจุบันเธอพร้อมยิ้มรับปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งคอยช่วยเหลือให้คำแนะนำกับครอบครัวอื่นๆ ที่มีปัญหาบุตรหลานพิการทางสติปัญญา

“บางคนมีความคิดว่า ตั้งแต่ลูกคนนี้เกิดมาชีวิตไม่เคยมีความสุขเลย เพราะมีลูกปัญญาอ่อน ทั้งๆ ที่เขารักลูกมาก ทำให้เขาทุ่มเททั้งชีวิตไปที่ลูก จนลืมดูแลตนเอง พ่อแม่เครียดโดยไม่รู้ตัวและมีปัญหาสุขภาพจิต เมื่อเด็กอยู่ในสภาวะเกรี้ยวกราด กรีดร้อง พ่อแม่ก็ควบคุมตัวเองไม่ได้ ลงมือทุบตีลูก ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังนั้น การดูแลเด็กที่พิการทางสติปัญญาจึงต้องดูแลพ่อแม่ด้วย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ครอบครัวอยู่ในภาวะวิกฤต”

สิ่งสำคัญที่อาจารย์ทิพวรรณย้ำเสมอคือ การดูแลเด็กพิการทางสติปัญญานั้นต้องทำร่วมกันทั้งครอบครัว เพื่อที่จะได้ช่วยพัฒนาลูกไปพร้อมๆ กัน และครอบครัวที่มีเด็กพิการทางปัญญาอยู่ในบ้านนั้น ต้องทำใจยอมรับว่าความสุขเต็มที่ของครอบครัวจะได้แค่ความสุขระดับปานกลางของ คนทั่วไป

ต้องเริ่มต้นจากการคิดว่าจะ “อยู่ให้ได้” ก่อน จากนั้นค่อยคิดว่าจะ “อยู่ให้ดี” โดยต้องมีความ “ยืดหยุ่น” ในการพัฒนาลูก แต่ต้องไม่ “หย่อนยาน” ส่วนวิธีการดูแลและการพัฒนาเด็กนั้น อาจปรึกษาแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญ หรือรวมกลุ่มกับครอบครัวเด็กพิการอื่นๆ และพิจารณาตามความเหมาะสมว่าจะจัดการอย่างไรกับลูกของตนเอง เพราะเด็กแต่ละคนมีความพิการที่แตกต่างกัน ดังนั้น วิธีการดูแลจึงต้องแตกต่างกันด้วย

ด้าน ครูเก๋ รพีพรรณ ภูถาวร จากโรงเรียนพญาไท ซึ่งต้องสอนและดูแลเด็กพิเศษ เล่าถึงสถานการณ์การศึกษาในปัจจุบันให้ฟังว่า บุคลากรด้านเด็กพิเศษของไทยในปัจจุบันนั้นไม่สามารถรองรับเด็กพิการทางสมอง ได้อย่างเพียงพอ ทำให้โรงเรียนหลายแห่งที่รับเด็กพิเศษเข้าเรียนต้องปฏิเสธที่จะรับเด็กไว้ เนื่องจากมีครูไม่เพียงพอ บางครั้งเหมือนคนใจดำ แต่ก็จำใจต้องปฏิเสธ เพราะหากรับไว้แล้วดูแลไม่ทั่วถึงก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร

“การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้จะประสบ ความสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจาก 3 ฝ่าย คือ ครู นักเรียน และผู้ปกครอง โดยเฉพาะครูและผู้ปกครองต้องพูดคุยกัน รวมทั้งครูต้องทำหน้าที่ประสานให้พ่อแม่คนอื่นๆ ได้พูดคุยกันด้วย นอกจากจะเป็นการแลกเปลี่ยนวิธีการดูแลลูกระหว่างครอบครัวแล้ว ยังช่วยให้พ่อแม่ลดความเครียด และเป็นการสร้างเครือข่ายในการดูแลเด็กทางหนึ่ง เพราะพ่อแม่ที่พาลูกมาเข้าโรงเรียนจะไม่ได้รู้สึกรักหรือดูแลเฉพาะลูกของตน เองเท่านั้น แต่ความรักความห่วงใยจะถูกแบ่งปันไปให้เด็กครอบครัวอื่น ผู้ปกครองจะช่วยเป็นหูเป็นตาแทนกันด้วย รวมทั้งภาครัฐควรพัฒนาบุคลากรสำหรับเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นด้วย”

ขณะที่ ศ.พ.ญ.พรสวรรค์ วสันต์ สาขาวิชาเวชพันธุศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ แพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ในอดีตนั้นแพทย์ในประเทศไทยขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีสติปัญญาพิการ ทำให้หลายกรณีที่แพทย์กลายเป็นผู้พูดจาทำร้ายและทำให้พ่อแม่หมดกำลังใจ ตนเองจึงเปิดอบรมเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กที่มีสติปัญญา พิการขึ้น และเริ่มสัญจรออกไปให้ความรู้แก่ประชาชนในต่างจังหวัด

“ในประเทศไทยนั้นไม่มีการสอนวิธี ปฏิบัติให้พ่อแม่ดูแลลูกพิการทางสมอง ซึ่งภาครัฐสนับสนุนและช่วยเหลือในเรื่องเหล่านี้น้อยมาก ทั้งที่ควรมีงบประมาณสนับสนุนและสร้างเครือข่ายช่วยเหลืกเด็กสติปัญญาพิการ ให้เขามีอาชีพเพื่อเพิ่มคุณค่าในตัวเอง รวมทั้งสร้างระบบคัดกรองเพื่อพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งคือการพัฒนาสังคมทางหนึ่ง เพราะหากเขาช่วยเหลือตัวเองได้ก็จะไม่เป็นภาระต่อสังคมในอนาคต และควรเริ่มต้นดูแลตั้งแต่แรกเกิด โดยให้เขามาจดทะเบียนเพื่อรับการพัฒนา เพราะหากค้นพบผู้พิการทางปัญญาภายหลังจากที่เขาเติบโตแล้ว การเปลี่ยนวิถีต่างๆ จะทำได้ยากและจะพัฒนาเขาไม่ได้”

ศ.พ.ญ.พรสวรรค์ ให้ข้อมูลอีกว่า ไม่เพียงแต่ประเทศไทยจะไม่มีระบบการดูแลเด็กพิการทางสมองที่ดี สังคมยังมองเด็กกลุ่มนี้ด้วยความไม่เข้าใจ ขบขัน รังเกียจ และคอยย้ำปมด้อย ขณะที่ในต่างประเทศจะค้นหาพรสวรรค์ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเด็กกลุ่มนี้ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือจินตนาการสูง ดังนั้น เด็กบางคนสามารถวาดภาพได้สวย ออกแบบลวดลายต่างๆ ได้ดี เขาก็จะพัฒนาและส่งเสริมทำให้เด็กมีรายได้ ไม่เป็นภาระแก่ครอบครัว รัฐบาลจึงควรมองเรื่องนี้เป็นปัญหาที่ต้องแก้ไขและวางระบบระดับชาติ

“ส่วนพ่อแม่นั้นต้องคิดว่าตัว เองไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวในสังคม เพราะมีองค์กรและหน่วยงานภาคเอกชนหลายหน่วยงานที่ทำงานด้านนี้ พยายามเข้าหาข้อมูลหรือรวมกลุ่มกับพ่อแม่ครอบครัวอื่นด้วยกัน จะช่วยเหลือกันได้ดีมาก เพราะการแก้ปัญหาที่แต่ละครอบครัวใช้เป็นการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง บางครั้งได้ผลดีกว่าการปรึกษาแพทย์ และหากเราได้พูดคุยกับเพื่อนที่มีลูกพิการทางสมองเหมือนกัน ได้ปรึกษาแพทย์ มีทัศนคติที่ถูกต้องว่าเด็กกลุ่มนี้สามารถพัฒนาได้จนผ่านช่วงนี้ไปได้ หลายครอบ ครัวจะพูดเลยว่าภูมิใจที่มีลูกคนนี้” ศ.พ.ญ. พรสวรรค์กล่าวให้กำลังใจทิ้งท้าย

เลือดกำเดามาจากไหน?

ถึงแม้อุณหภูมิในหน้าร้อนจะสูงขึ้นสักเพียงไหน ก็ไม่เคยมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความซนของเจ้าตัวแสบได้แม้แต่น้อย แต่…อ้าว! พูดยังไม่ทันขาดคำ เจ้าตัวเล็กก็ร้องไห้จ้า เพราะตกใจที่จู่ๆ ก็มีเลือดไหลออกจากจมูก คุณแม่ก็อย่าเพิ่งตื่นตระหนกตามลูกไปนะคะ เพราะหน้าร้อนแบบนี้ เด็กๆ เขาก็อาจมีเลือดกำเดาไหลกันได้บ้าง

สาเหตุที่เลือดกำเดาไหล

• ในเด็กผนังเยื่อบุโพรงจมูกจะบาง เมื่อเล่นกลางแจ้งนานๆ อุณหภูมิในร่างกายลูกจะสูงขึ้น เส้นเลือดฝอยเล็กๆ อาจเกิดการฉีกขาดทำให้เกิดอาการเลือดกำเดาไหลได้

• เกิดการกระทบกระเทือน เช่น วิ่งชน หกล้ม หรือแม้แต่การแคะแกะเกาจมูกของเจ้าตัวเล็ก ก็อาจทำให้เลือดกำเดาไหลได้

• ร่างกายขาดวิตามินซี ก็อาจทำให้เลือดกำเดาออกง่ายได้

• อาการป่วยจากระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด ทางเดินหายใจอักเสบ ไซนัสอักเสบ ที่ต้องรักษาตามอาการ

• ถ้าเลือดกำเดาไหล พร้อมกับมีอาการเลือดออกใต้ผิวหนังเป็นจ้ำๆ ตามตัว ควรพาไปพบแพทย์ เพราะอาจเป็นโรคเลือด เช่น ลูคีเมีย

วิธีปฐมพยาบาล

• โดยทั่วไปเลือดกำเดาจะหยุดไหลได้เองภายในไม่เกิน 5 นาที ซึ่งคุณแม่สามารถช่วยบรรเทาอาการให้ลูกได้โดยใช้กระดาษชำระม้วนเป็นแท่ง เล็กๆ อุดในรูจมูก ให้ลูกนั่งตัวตรงศีรษะอยู่สูงกว่าระดับหัวใจ และหายใจทางปาก

• หาผ้าห่อน้ำแข็งประคบบริเวณจมูก เพื่อทำให้เลือดแข็งตัว หยุดไหลเร็วขึ้น และส่วนหนึ่งช่วยลดอุณหภูมิร้อนในร่างกาย

ป้องกันไว้ก่อน

• หลีกเลี่ยงการพาลูกไปวิ่งเล่นกลางแจ้งนานๆ เมื่ออากาศร้อนจัด ก็แวะพักในร่มหรือตามใต้ต้นไม้บ้าง อุณหภูมิในร่างกายจะได้ไม่สูงมาก เพราะอากาศร้อน นอกจากจะทำให้เลือดกำเดาไหลได้แล้ว ลูกอาจเป็นไข้ได้

• อย่าให้ลูกแคะจมูกหรือสั่งน้ำมูกแรงๆ

• เสริมอาหารวิตามินซีสูง อาจนำมาประยุกต์เป็นเครื่องดื่มผลไม้ปั่น เช่น น้ำส้มปั่น สับปะรดปั่น หรือเต้าฮวยฟรุตสลัด ให้ลูกเป็นของว่างสำหรับหน้าร้อนนี้

ภูมิแพ้อาหารกับวิถีธรรมชาติ . . .ออร์แกนิก

ทุกวันนี้พบเด็กที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หนักเอาการค่ะ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้อาหารพบได้บ่อยมากที่สุด แต่จะมีแพ้มาก-แพ้น้อย ในแต่ละรายก็มีอาการแตกต่างกันไป แต่คนที่กลุ้มใจคงหนีไม่พ้นพ่อแม่อย่างเราๆ ที่ต้องสรรหาสารพัดวิธีมากำราบเจ้าภูมิแพ้ ไม่ให้มีฤทธิ์มีเดชทำร้ายลูกสุดเลิฟได้

เข้าอกเข้าใจ “โรคภูมิแพ้อาหาร”

โรคภูมิแพ้อาหาร อาจเป็นโรคใหม่ที่คุณพ่อคุณแม่หลายๆ คนอาจไม่คุ้นเคยนัก และยังมองหาความรู้ในโรคนี้ได้น้อย อาการที่สังเกตได้จึงวินิจฉัยได้ค่อนข้างยาก เพราะอาการของโรคนี้แสดงได้หลากหลายมากค่ะ

อาทิ เกิดผดผื่นคัน อาการผิดปกติกับระบบทางเดินหายใจ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือดบางรายอาจมีอาการถึงขั้นช็อคและเสียชีวิตได้ แต่อาการหลังนี้ยังพบน้อยมาก ส่วนใหญ่เด็กในบ้านเรามักจะแพ้ นมวัว ไข่ กลูเต็นจากแป้งสาลี และอาหารทะเล ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกับประเทศในแถบตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาและอังกฤษ ที่พบการแพ้ ถั่วลิสง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ปัจจุบันมีการคิดค้นวัคซีนป้องกันภูมิแพ้โปรตีนในถั่ว แต่ยังอยู่ในขั้นของการทดลอง

ภูมิแพ้อาหาร…โตแล้วหายได้เองไหม?

ด้วยธรรมชาติของโรคนี้ ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้และส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นในช่วงอายุ 3-5 ปีไปแล้ว แต่จะมีจำนวนผู้ป่วยเพียง 10-20% เท่านั้น อาจเป็นภูมิแพ้อาหารไม่หายไปจนโต หรือกินอาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ได้เพียงเล็กน้อย แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหารในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นและหายจากอาการแพ้อาหารแล้ว อาจจะเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นได้อีกด้วยค่ะ แต่ที่สำคัญ เราไม่ควรปล่อยปละละเลยลูกที่เป็นโรคภูมิแพ้ แล้วเอาแต่หวังว่า โรคมันจะหายไปเองได้ง่ายๆ ค่ะ

รู้ได้อย่างไร ว่าลูกแพ้อาหารอะไรบ้าง?

ควรพาเจ้าตัวเล็กพบคุณหมอผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้โดยตรงคุณหมอจะ ทำการซักประวัติอย่างละเอียด พร้อมคำถามต่างๆ มากมายเกี่ยวกับอาการที่ลูกเป็น จากนั้นก็อาจให้คุณแม่ลองงดอาหารที่สงสัยว่าลูกจะแพ้ และสังเกตว่า อาการดีขึ้นหรือไม่ โดยก่อนเริ่มงดอาหารนั้น ให้เริ่มบันทึกชนิดของอาหาร เวลาที่กิน และอาการแพ้ที่เกิดขึ้นด้วย
ซึ่งวิธีการทดสอบภูมิแพ้มี 2 วิธีด้วยกันคือ ทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง หรือการตรวจเลือด ซึ่งอาจไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนัก สำหรับสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นอาหารค่ะ

อยากชนะภูมิแพ้…ต้องลงทุน

ไม่มีของอะไรที่ได้มาฟรีๆ โดยไม่ต้องลงทุนค่ะ ต้องลงมือทำกันตั้งแต่วันนี้ โดยพยายามหาหนทางป้องกันภูมิแพ้ทางอาหารของลูกให้ดีที่สุด ก่อนถึงวัยที่ร่างกายของเจ้าตัวเล็กจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อสู้กับโรค นี้ได้

• ดื่มนมแม่ให้นานที่สุด โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 6-12 เดือนแรก ก็สามารถช่วยป้องกันภาวะภูมิแพ้อาหารได้ค่ะ เพราะโปรตีนนมแม่ย่อยและดูดซึมได้ง่าย และมีสารกระตุ้นการเติบโตของเซลล์ เช่น เซลล์บุผนังลำไส้ เมื่อเซลล์นี้ได้รับการกระตุ้นให้เจริญเติบโตได้ดี ก็สามารถช่วยป้องกันอาการแพ้โปรตีนบางชนิดจากอาหารอื่นได้

• หลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้ โดยให้อาหารอื่นที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันทดแทน เช่นในเด็กที่แพ้นมวัวสามารถให้เด็กดื่มนมถั่วเหลือง หรือนมแพะแทนก็ได้ นอกจากนี้ ควรให้อาหารที่อาจจะแพ้ง่ายได้ช้าลง เช่น ให้ทานไข่หลังอายุ 10 เดือนขึ้นไป หรือให้ทานอาหารทะเลในช่วงหลังวัย 2 ปี เป็นต้น แต่หากจะให้มั่นใจ ควรปรึกษาคุณหมอเพื่อให้ปลอดภัยที่สุด

จากผลการวิจัยจำนวน 41 ชิ้นโดย The Soil Association ประเทศอังกฤษ ในปี 2544 พบว่าพืชที่ปลูกโดยวงจรธรรมชาติแบบออร์แกนิกจะมีวิตามินซี แมกนีเซียม และฟอสฟอรัสสูงกว่าพืชที่ปลูกโดยใช้กระบวนการที่มีสารเคมี ส่วนปศุสัตว์แบบออร์แกนิก ก็จะเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลี้ยงสัตว์จะมีอิสระเสรี วิ่งได้ตามธรรมชาติ และหญ้าหรืออาหารที่ใช้เลี้ยงก็จะไม่มียาฆ่าแมลงและไม่มีการให้อาหารสำเร็จ รูปค่ะ

โภชนาการบำบัด…ด้วยออร์แกนิก

สำหรับแนวทางการแพทย์แผนปัจจุบันแล้ว ยังไม่มียาตัวใดที่สามารถรักษาความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันได้ค่ะ จึงมีผู้คนหลายๆ คนเริ่มทดลองแนวทางใหม่ๆ ในการรักษาผสมผสานเข้าด้วยกัน นั่นก็คือ โภชนาการบำบัด…ด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติหรือที่เรียกว่า ออร์แกนิก

ซึ่งหากคุณแม่มีการดูแลร่างกายตั้งแต่ก่อนและขณะตั้งครรภ์ด้วยวิธีการที่ ได้รับการรับรองจากการแพทย์ เพื่อกำจัดสารพิษที่ตกค้างในร่างกาย ด้วยการรับประทานอาหารออร์แกนิก ความเสี่ยงต่อโรคทั้งหลาย เช่น ออทิสติก หอมหืด ภูมิด้านทานบกพร่อง มะเร็งที่จะเกิดขึ้นกับลูกน้อยก็จะลดน้อยลงและตัวคุณแม่ก็จะแข็งแรงด้วย

แต่หากจะเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายเกินไป แม้ว่าทั้งอาหารและผลิตภัณฑ์ของออร์แกนิกจะมีราคาสูง แต่หากการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานของการสร้างสุขภาพที่ดี และการคืนสิ่งแวดล้อมที่สมบูรณ์ให้กับธรรมชาติ ออร์แกนิกจึงน่าจะเป็นคำตอบที่ลงตัว และคุ้มค่าสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดีค่ะ

สแกนสุขภาพพี่เลี้ยงก่อนเลี้ยงลูก

สแกนสุขภาพ พี่เลี้ยงก่อนเลี้ยงลูก (ModernMom)

เชื่อค่ะว่าคุณแม่หลายคนกำลังกลุ้มใจเรื่องพี่เลี้ยง ไม่เฉพาะเรื่องการหาพี่เลี้ยงอย่างยากเย็นแสนเข็ญ เท่านั้นยังไม่พอ...พี่เลี้ยงที่ได้มาต้องอย่าลืมเรื่องสุขภาพด้วย! เพราะพี่เลี้ยงคือคนที่อยู่ใกล้ชิดลูกมากที่สุด ป้อนข้าว ป้อนน้ำ อุ้มลูก เผลอๆ ก็มีหอมฟอดใหญ่ ลมหายใจรึก็ใกล้กัน โอกาสรับเชื้อโรคจึงมีมากมาย แต่ทุกอย่างมีทางป้องกันและทางแก้นั้นคือคุณแม่ต้อง “คลีนนิ่ง” พี่เลี้ยงก่อนให้เลี้ยงลูก


1. ตรวจสุขภาพ

หน้าตาดี ดูภายนอกสะอาดสะอ้าน...ผ่าน QC. เพียงสายตาภายนอกไม่พอค่ะ เพราะสุขภาพด้านในนั้นไม่อาจรู้ได้ ทางเดียว คือ การตรวจสุขภาพ เดี๋ยวนี้ตามโรงพยาบาลจะมีโปรแกรมการตรวจสุขภาพทั่วไป ทำให้รู้ได้ว่าสุขภาพโดยรวมนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร


ตรวจร่างกายทั่วไป ชั่ง น้ำหนัก วัดส่วนสูง เช็คกรุ๊ปเลือด ตรวจปัสสาวะ อุจจาระ เอ็กซเรย์ปอดและหัวใจ สายตา ฟังอัลตราซาวนด์ช่องท้อง ปอด การทำงานของตับและไต เช็คมะเร็งปากมดลูก มะเร็งเต้านม ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ วัดระดับน้ำตาลในเลือด เบาหวาน วัดระดับไขมัน ยูริกในเลือด และตรวจพยาธิ


ตรวจโรคติดต่อ อาจ จะเลือกตรวจเฉพาะโรคที่ติดต่อได้ง่ายหรือโรคที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพพี่ เลี้ยง เช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส โรคเริม โรคมือ เท้า ปากเปื่อย หากเป็นโรคเหล่านี้อยู่ควรรักษาให้หายขาดได้ก่อน หรือไม่ก็ปฏิเสธเลือกพี่เลี้ยงคนใหม่ จะดีกว่าทู่ชี้ให้เลี้ยงลูก ไม่คุ้มกันแน่ๆ


2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน


โดยเฉพาะพี่เลี้ยงต่างด้าว ที่อาจจะนำพาโรคข้ามฝั่งชายแดนมาด้วย เช่น วัณโรค เท้าช้าง ซึ่งนอกเหนือจากการตรวจสุขภาพทั่วไปแล้ว ควรเพิ่มโปรแกรมการเช็คว่ามีโรคติดเชื้อเฉพาะด้านเหล่านี้ไหมหรือเพิ่มภูมิ คุ้มกันให้ด้วยไปเลยทีเดียวค่ะ


ไวรัสชนิดต่างๆ ทั้ง ไวรัสตับอักเสบเอ บี และซี หากไม่มีภูมิคุ้มกันเหล่านี้เลย ควรฉีดวัคซีนให้พี่เลี้ยง เพราะเชื้อโรคเหล่านี้ติดต่อง่ายเพียงผ่านทางน้ำลาย หรือลมหายใจ จะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะติดเชื้อเหล่านี้ยังไงละคะ


วัคซีนป้องกันวัณโรค เป็นอีกโรคที่ติดต่อง่ายและเมื่อเป็นแล้วต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาและต้อง กินยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ซึ่งไม่คุ้มแน่หากลูกต้องติดเชื้อวัณโรค การตรวจหาเชื้อวัณโรคของพี่เลี้ยงจึงจำเป็นมาก รวมถึงฉีดวัคซีนป้องกันวัณโรคให้พี่เลี้ยง และหมั่นเช็คภูมิคุ้มกันของลูกก็จะช่วยป้องกันได้

3. กำชับเรื่องความสะอาด


ความสะอาดเป็นพื้นฐานของทุกเรื่องเลยนะคะ กำชับให้พี่เลี้ยงรักษาความสะอาดทั้งกับตัวเองและกับร่างกายของลูกเรา เรื่องพื้นฐานเช่น อาบน้ำเช้าเย็น แปรงฟัน และสระผมให้สะอาด รวมไปถึงการล้างมือก่อนและหลังกินข้าว เสื้อผ้าที่สวมใส่ต้องซักให้สะอาดและอาหารการกินจากท้องถิ่นบางครั้งต้อง ดูแลเรื่องความสุก สดและใหม่ด้วย เพราะเป็นที่มาของโรคพยาธิ อย่าลืมว่าการมีพี่เลี้ยงสุขภาพดี นำมาซึ่งลูกมีสุขภาพดีด้วยนะคะ